
ลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์ฉบับกระเป๋าของ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ชูทีมของตนว่าเหมาะสมที่จะชูถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลนี้ จากสไตล์การเล่นที่เอนเตอร์เทนและมีประสิทธิภาพ พร้อมยกต้นสังกัดว่าเป็นทีมที่มีคนคอยเอาใจช่วยอย่างล้นหลาม และมั่นใจว่าทีมสามารถเอาชนะในเกมนัดหยุดโลกนี้ได้
ลิโอเนล เมสซี่ เพลย์เมกเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์ของ บาร์เซโลน่า ทีมยักษ์ใหญ่แดนกระทิง กล่าวก่อนเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ โดยยกทีมของตน ว่าเป็นทีมแชมป์ขวัญใจมหาชนตัวจริง และสมควรที่จะเป็นผู้ชนะในนัดหยุดโลกนี้มากกว่าทีมคู่แข่งอย่างแน่นอน
ดาวดังวัย 21 ปี กล่าวว่า " เราสมควรชนะในนัดชิงชนะเลิศ วันพุธหน้า เพราะการเล่นที่ยอดเยี่ยมซึ่งเราทำมาตลอดทั้งปี ผู้คนมากมายต้องการให้เราชนะจากสไตล์การเล่นของเรา เราสามารถคว้าผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับความพยายามที่เราทำมาตลอดฤดูกาล เราเล่นฟุตบอลได้อย่างสวยงามและมีประสิทธิภาพ "
แม้ว่าทีม "เจ้าบุญทุ่ม" จะเคยแพ้ ยูไนเต็ด ในรอบรองชนะเลิศรายการนี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ เมสซี่ ก็ยังไม่คิดว่า ทีมไม่ประสบความสำเร็จในการเจอกับทีมจากอังกฤษ " ผมไม่เห็นด้วยว่าเราทำได้ไม่ดีในการเจอทีมพรีเมียร์ลีก เราเอาชนะ อาร์เซน่อล ในนัดชิงชนะเลิศที่ปารีส (ปี 2006) และเราเอาชนะ เชลซี มาได้ในฤดูกาลนี้ แต่ทีมจากอังกฤษเป็นทีมที่เล่นด้วยยากมาก พวกเขารู้ดีว่า ควรเล่นเกมแบบนี้ยังไง อย่างไรก็ตาม นัดชิงชนะเลิศ จะเป็นเกมที่ต่างไป "
สตาร์ฟ้า-ขาว ที่โชว์ฟอร์มสุดยอด ซัดคนเดียวไปแล้ว 37 ลูกในฤดูกาลนี้ กล่าวต่อว่า " ผมไม่รู้ว่าผมพัฒนาขึ้นตรงไหนบ้าง มันเป็นสไตล์การเล่นของทีมที่ทำให้ผมมีโอกาสทำประตู นอกจากนี้ มันยังมีแรงกระตุ้นที่ยิ่งใหญ่มาก ที่เราอาจสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้ มันเป็นปีที่สุดยอด แต่ก็รู้ว่า เราสามารถทำให้มันดีกว่านี้ได้ เพื่อเรา และแฟนบอล "
" จุดตัดสิน คือ เราได้เล่นฟุตบอลอย่างที่เรารู้จัก และเล่นมาตลอดทั้งปีหรือไม่ ถ้าเราสามารถเคลื่อนบอลตามแนวทางของเราได้ โดยสลับตำแหน่งไปมาและสร้างสรรค์โอกาส มันก็จะง่ายขึ้นมาก สิ่งที่สำคัญ คือ ชนะนัดนี้ และทำให้ทุกคนมีความสุข ไม่ว่าผมจะทำให้ทีมชนะ หรือ ผมได้รับรางวัลส่วนบุคคลหรือไม่ นี่เป็นเกมที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม และผมมั่นใจว่าเราจะชนะ " ดาวเตะร่างเล็ก ทิ้งท้าย
........................................................................................................................................................................
ข่าวขอบคุณข้อมูลจาก: สยามกีฬา



No comments:
Post a Comment